phak-pha's profile❀¤»☆ blüeBêa®iÈzZ ☆«¤❀BlogLists Tools Help

phak-pha Rk.

Occupation
Location
Interests
ลุยๆ เป็นกันเอง และคุยเก่งมาก

❀¤»☆ blüeBêa®iÈzZ ☆«¤❀

++the more i dring-the better you look++!!!

ลางเหตุการณ์..

     
 

ในวันที่ท้อแท้ที่สุด เสียงของพ่อและแม่ เป็นสองเสียงทีมีความขัดแย้งกันในตัว ทั้ง "หวาดกลัว" และ "คิดถึง"

ในวันที่ขอความช่วยหลือในทางขัดแย้งกับผลประโยชน์ของเพื่อน วันนั้น เราจะ สูยเสีย "เพื่อน" บางคน ไปในนามธรรม

ผู้ถูกกระทำมีความเจ็บปวด แต่ก็บ่อยครั้งที่ไม่ได้รับการ "สนใจ" จากฝ่ายกระทำ

แน่นอนว่าฝ่ายกระทำย่อมมีความผิด แต่ก็บ่อยครั้งไปที่เจ้าตัวนั้น "ไม่รู้" ว่าตนมี "ความผิด"

 
     

What's my next book?

¸ღ¸ มาต่อกันดีกว่า  ^^ ว่าด้วยเรื่องหนังสือ ที่เคยเกริ่นไว้ มีคนเคยบอกไว้ว่าการคบคนเหมือนการอ่านหนังสือ ก็จริงน่ะนะ เราชอบอ่านหนังสือนะ ยกเว้นหนังสือเรียน น่าเบื่ออ่านแล้วหลับ คิดดูก็คงเหมือนคบคนน่าเบื่อละมั้ง แต่แปลกนะอ่านหนังสือแนวปรัชญา หรืออัตชีวประวัติพระเกจิ ยังไม่เคยหลับเลย ตอนนี้เราว่าเราโตขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะอยู่ คิดมากกว่าเมื่อก่อนมาก อาจเป็นเพราะเราอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะห้องสมุดเรากว้างขึ้น และเราก็อ่านหลายเล่มพร้อมๆกัน แล้วเฝ้าดูเรื่องราวที่แต่ละเล่มนำเสนอ ทำให้เราได้พบกับความจริงหลายอย่าง ขนาดบางเล่ม เราแค่อ่านผ่านสายแลน เรายังได้แนวคิดเพิ่มเติม แต่ก็อย่างที่บอก บางเล่ม อ่านครึ่งเดียวก็เกินพอแล้ว เพราะแบไต๋มาหมดตั้งแต่ 10 หน้าแรกแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะทนอ่านต่อไป เราเรียนรู้ที่จะ ไม่พูดอะไร เราเรียนรู้ที่จะหยุดดู เราเรียนรู้ที่จะวางแผน อืมม..ตอแหล..นั่นแหละ!ตรงประเด็น ความจริงที่ว่าก็คือ อย่าคาดหวัง อะไรเกินไปจากสังคมในปัจจุบัน ออกแนวเข้าใจสัจธรรม - -" แต่อันที่จริงมันสบายใจดีนะ   ¸ღ¸ 

สะกิดทำไม?

     
 

ไปอยู่ โรงแรมกะแม่(ไปสัมนาฯ)มา 4 วัน แต่ตัวข้าน้อยไปเที่ยวแทน มีอยู่คืนหนึ่ง นอนไม่หลับมั้ง เพื่อนชวนลงไปลอบบี้ มันก็อ่าน นสพ. ไป ข้าน้อยไปยืน อ่านป้าย อะไรไม่รุ้ เยอะแยะหน้าลิฟต์ ยืนอยู่ดีๆ พนง.ลิฟต์ มา สะกิด ที่ไหล่ พอหันหน้าไป ก็ได้ยินเสียงโฉ้งเฉ้งของลูกทัวร์จีน พร้อมกับ พนง. ชี้ไปที่ลิฟต์ตัวที่ลูกทัวร์กำลังจะเข้าไป (อารมณ์ว่า เจ๊ๆลืฟต์มาแล้ว) ข้าน้อยก็งง 'ให้กุเข้าไปไมฟร๊ะ' ตอบเค้าไป "อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ" พนง.หน้าเอ๋อเลยอ่ะ มันมอง งงๆ แล้วก้เดินหนีไปเลย อืมมม เดินมาเล่าให้เพื่อนฟัง มันบอกว่า 'เค้าคงคิดว่ามึงเป็นคนจีนอ่ะ คงกลัวพลาดลิฟต์' โธ่ ถัง อายไหมน่ะ เจอประโยคเดียว "อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ" เหอะๆ

 
     

be with home

 
ตั้งแต่ไปเรียนที่นครปฐม เราก็แทบจะไม่ได้จับรถอะไรนอกจากจักรยานอีกเลย
ประมาณ ปี2 ได้ป็อบมาคัน อันเนื่องมาจากพี่ชายเรา หมดภาระไป 1 คน
ก็ไม่ค่อยขี่อีกนั่นแหละ ไปเรียนก็ปั่นจักรยานเอา (รักอ่ะ คันนี้) นานๆจะขี่ป็อบเองสักครั้ง
 
 
 
กลับบ้านแต่ละครั้ง อย่าคิดนะ ว่าจะได้ไปไหนเอง หึ ไม่ๆ โชเฟอร์รอที่บ้านเพียบ
พ่อ แม่ พี่ ผลัดเวรกันจะว่าไป คงเป็นเพราะเมื่อคราวที่เราออกไปข้างนอกเองล่าสุด เราพลาดเองด้วยล่ะ
ดีแค่ช้ำใน แผล ไม่เยอะ(เซฟตัวเองดี)
 
 
 
เทอมนี้กลับมาบ้านแบบเต็มๆ ก็ยังไม่ได้จับสักนิดด เดียว เฮ้อ กลัวลืมวิชา
เอาสักหน่อย ขอป๋าเอาป๋าทำหน้าแบบ 'จะดีเหรอ ลูก' แต่ก็ยอม เอาล่ะ
เสร็จโจร ไหนดูซิ อืมม เข้าเกียร์ไงหว่า อ่าว จะไป เกียร์2 แล้วไมมันไม่ไป
เวรกรรม เข้าเกียร์ผิดๆถูกๆเงี้ยะ ไปจนถึงร้าน ป๋าลงนั่งปุ๊บ! บ่นเลย 
บอกว่าเราอ่ะ ไม่เป็น(จะไม่เป็นได้ไงอ่ะ ป๋าสอนกับมือ)ไม่น่ารอดถึงร้านข้าว
(หนูก็ว่างั้นอ่ะ ป๋า) เลี้ยวก็ยังไม่คล่อง ยึกยักๆ(ก็ไม่ได้แตะต้องเลยนิ
มีรถอยู่บ้านเนี่ย เอาไว้ดู) ฯลฯในวงเล็บเราเถียงในใจ พูดออกไปเดี๋ยวมีซวย
ประสบการณ์เรื่องรถนี่โชกโชนมากเราอ่ะ ไม่ว่าจะรถยนต์ รถเครื่อง
ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นที่วางใจในหมู่เพื่อนฝูง รวมไปถึงครอบครัว
'ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้มันจับรถ' เค้าคงคิดกันงี้อ่ะ
 
 
แล้วก็เพราะเรื่องรถนี่แหละ ช่วงนี้เราเลยดูคุณหนูสุดๆ เนื่องจากไม่ได้ออกไปไหนเลย อยู่มันแต่ในบ้าน
จะไปไหนที ต้องรอคนไปรับ-ส่งบางทีเค้าตัดรำคาญ ก็ไม่ให้ออกไปเลยอ่ะ อยากได้ไรเดี๋ยวแม่ซื้อกลับมาให้
เคยขอจะไปเอง แม่ก็ปรามบอกรอไปพร้อมแม่ ที่แย่กว่านั้นคือ จากแต่ก่อนถ้าปิดเทอมอ่ะ
เรายังได้เบี้ยเลี้ยงวันละ100 แต่เดี๋ยวนี้จะไปไหนที่บ้านเค้าจะไปด้วยตลอด เลยงดเบี้ยเลี้ยง
จะใช้จ่ายกลัวอะไร มีป๋ามา ม๊ามา -*- จนคร้าบ พี่น้อง ตังค์ติดตัวนี่แทบไม่มีแล้วเนี่ย มีแต่ออกไม่มีเข้าเลย
 
 
สิ่งจรรโลงใจที่บ้านเลยมีเพียง TV , คอมฯ ไม่มีเน็ตไม่เป็นไร เล่นซิมส์ก็ยังดี และหนังสือเก่าๆ
ขุดมาอ่านกันอีกรอบ บางเล่มรอบที่สามแล้ว ศรีก็ยังไหวค่ะ อ่านได้อีกรอบ 
ในขณะเดียวกันบางเล่ม ยังไม่เคยอ่านเลย และบางเล่มอ่านเพียงครึ่งเล่มเท่านั้น ??
 
หุ หุ ทิ้งเป็นปรัชญาไว้งั้นแล้วกัน ไปนอน ก่อน ไม่ไหวแล้ว 
 

be with book fair 2007

     
 

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 เราได้ไปงานสัปดาห์หนังสือมา ไม่ค่อยมีกะใจซื้อหนังสือเท่าไหร่ เลยเดินดูเฉยๆ เน้นมาเดินเที่ยว

เงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่ากิน และของจิปาถะ เช่น สติ๊กเกอร์ เป็นต้น

พูดถึงสติ๊กเกอร์แล้ว ยังสงสารน้องคนขายไม่หาย คือตอนแรกเจ๊ก็กะไม่ได้จะสั่งซื้ออะไรหรอก แต่เด็กมันน่ารักเดินเข้ามาเชียร์ เอาซะหน่อย หุ หุ

ก็อย่างที่ทุกคนที่รู้จัก น่าจะรู้ๆกันอยู่ว่าข้าพเจ้าเป็นคน ช่างเลือก และด้วยความที่ชื่อสั้น ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ 2 ตัวอักษรพอกัน จึงมีมานะ มานี ปิติ ชูใจ อยากจะกระแ_ะ ทำชื่อให้มันมีมากกว่า 2 ตัวอักษร

กว่าจะได้แบบที่ต้องการ จากเดิมน้องเค้าหน้าตายิ้มแย้มแลดูน่ารักแบบเกาหลี กลายเป็นหน้านิ่งขรึมออกแนวยากูซ่า ญี่ปุ่น ไม่เป็นไรค่ะ คุณน้อง มึงรออีกแป็บนะ คุณพี่จะเสร็จแล้ว ขอออกแบบอักขระอีกเดี๋ยวยังตัดสินใจไม่ได้ ยืนทำใจไปนะ น้องนะ

น้องมันคงคิด 'ตูไม่น่าชวนอีนี่มาเลย พลาดแล้วตู!!'

ก็ได้แต่คิดไป..

เจอ ทรงศีล ตัวเป็นๆ นึกว่าจะเซอร์กว่านี้นะ หรือเพราะเค้าต้องอยู่ในวงการ ทำตัวเน่ามากไม่ได้ อันนี้ไม่รู้คิดเอง เราเองก็ได้แต่เสียดาย ไม่ได้เอาหนังสือเล่มโปรด ที่ทรงศีลเค้าเป็นคนเขียน ไปด้วย ไม่งั้นจะให้เค้าเซ็นต์ เห็นบางคนซื้อหนังสือในงาน แล้วให้ทรงศีลเซ็นต์ ถ้าเราไม่ได้มีที่บ้านแล้วก็คงทำ งิ งิ ส่วนเล่มใหม่ นั้นไม่สเป็คเลย ก็เลยปลงๆ

แต่ก็ดีนะที่ได้ไป ถือว่าไปเดินเที่ยว อิ อิ